สมชัยดนตรีไทย

    795/3 แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 0-2411-2528, 0-2866-0692
 
 
กลับสู่หน้าหลัก
ประวัติสมชัยดนตรีไทย
รูปแบบเครื่องดนตรี
เครื่องดนตรีไทยยักษ์
วงปี่พาทย์
วงเครื่องสาย
วงมโหรี
ติดต่อสอบถาม / แผนที่
ระบบค้นหาสินค้า:
• เครื่องดนตรีจิ๋ว
• เครื่องดีด
• เครื่องตี
• เครื่องเป่า
• เครื่องสี
• อะไหล่เครื่องดนตรี
 
วงมโหรีของเดิม วงมโหรีสมัยรัตนโกสินทร์ วงมโหรีแบบอื่นๆ
          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอธิบายไว้ใน "ตำนานเครื่องมโหรี" ว่า "เครื่องดีดสี ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นเรียกว่ามโหรีนั้น... เดิมทีเป็นของผู้ชายเล่น แต่ต่อมาเกิดชอบฟังมโหรีกันแพร่หลาย ผู้มีบรรดาศักดิ์ซึ่งมีบริวารมาก จึงมักหัดผู้หญิงเป็นมโหรี มโหรีก็กลายเป็นของผู้หญิงเล่นมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานี"


วงมโหรี ชั้นเดิม (4 คน)
          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงประทานอธิบายไว้ว่า "มโหรีชั้นเดิม วงหนึ่งคนเล่นเพียง 4 คน เป็นคนขับร้องลำนำ และตีกรับพวงให้จังหวะเองคน 1 สีซอสามสายประสานเสียงคน 1 ดีดกระจับปี่ให้ลำนำคน 1 ตีทับประสานจังหวะกับลำนำคน 1" แล้วทรงประทานอธิบายต่อไปว่า "มโหรีทั้ง 4 สิ่งที่พรรณนามานี้ พึงสังเกตเห็นได้ว่ามิใช่อื่น คือเอาเครื่องบรรเลงพิณกับเครื่องขับไม้มารวมกันนั่นเอง เป็นแต่ใช้ดีดกระจับปี่แทนพิณ ตีทับแทนไกวบัณเฑาะว์ และเติมกรับพวงสำหรับให้จังหวะเข้าอีกอย่างหนึ่ง" เช่นที่กล่าวถึงในพระราชนิพนธ์บทละคอนอิเหนา (เล่ม 2 หน้า 331) ว่า "ทรงสดับขับไม้มโหรี ซอสีส่งเสียงจำเรียงราย"
 
วงมโหรี ชั้นต่อมา (5 คน)
          ได้พบ "คำโคลง" บทหนึ่ง ในหนังสือจินดามณี (เล่ม 1-2 หน้า 45) พรรณนาถึงวงมโหรีไว้ว่า

นางขับขานเสียงแจ้ว

พึงใจ

ตามเพลงกลอนกลใน

ภาพพร้อง

มโหรีบรรเลงไฉน

ซอพาทย์ (อาจหมายถึงสีซอ)

ทับ กระจับปี่ ก้อง

เร่งเร้ารัญจวน ฯ

          พิจารณาตามโคลงบทนี้ วงมโหรีมีคนเล่น 5 คน คือ นางขับร้อง(คงตีกรับด้วย)คน 1 เป่าปี่หรือขลุ่ยคน 1 สีซอสามสายคน 1 ตีทับคน 1 และดีดกระจับปี่คน 1
คำว่า "ปี่ไฉน" ในโคลงบทนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นปี่ไฉนจริงๆ เพราะคำว่า "ไฉน" บางครั้งก็กล่าวหมายถึงปี่หรือเครื่องเป่า จึงอาจเป็นเครื่องเป่าชนิดใดๆ เช่น ขลุ่ยก็ได้ เช่นที่กล่าวถึงในบทละคอนเรื่องนางมโนราห์ครั้งกรุงเก่าว่า "เสมือนปี่ไฉนในบุรี เสมือนเสียงมโหรีเพราะวังเวง" หรือที่กล่าวถึงในพระราชนิพนธ์บทละคอนอิเหนาว่า "ไพเราะเพียงดนตรีปี่ไฉน" อาจหมายถึงขลุ่ยนั้นเองก็ได้ เพราะเมื่อผสมวง 6 คน ก็ใช้ขลุ่ยดังจะกล่าวถึงข้างหน้า โคลงบทนี้อาจพรรณนาถึงวงมโหรีตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ (พ.ศ. 2148 - 2163) หรือก่อนหน้านั้นลงมาจนถึงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2189 - 2231) ซึ่งเป็นสมัยที่พระโหราธิบดีแต่งโคลงจินดามณีนี้ทูลเกล้าฯ ถวายก็ได้
 
วงมโหรี 6 คน
          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงประทานอธิบายต่อไปว่า "ตั้งแต่มโหรีผู้หญิงเกิดมีขึ้น ก็เห็นจะชอบเล่นกันแพร่หลาย จึงเกิดเป็นเหตุให้มีผู้คิดเพิ่มเติมเครื่องมโหรีขึ้นโดยลำดับมา เครื่องมโหรีที่เพิ่มเติมขึ้นเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานี (สังเกตตามที่ปรากฏในภาพเขียนแต่สมัยนั้น) คือ รำมะนาสำหรับตีประกอบกับทับอย่าง 1 ขลุ่ยสำหรับเป่าให้ลำนำอย่าง 1 มโหรีวงหนึ่งจึงกลายเป็น 6 คน" ถ้าคำ "ปี่ไฉน" ในโคลงบทข้างต้นหมายถึงขลุ่ย ก็เพิ่มแต่ทับอย่างเดียว
ภาพเขียนสมัยรัชกาลที่ 1 ที่ฝาผนังด้านตะวันตกในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร เขียนรูปวงมโหรีหญิงมีคนเล่น 6 คน ภาพเขียนดังกล่าวนี้อาจเขียนตามลักษณะวงมโหรีครั้งกรุงศรีอยุธยา หรือเขียนตามที่ยังมีบางวงนิยมเล่นอยู่ในสมัยนั้น ตามแบบครั้งกรุงศรีอยุธยา
 
วงมโหรี 10 คน
          แต่ที่บานตู้ไม้จำหลัก เรื่องภูริทัตตชาดก สมัยกรุงศรีอยุธยา (อยู่ในหอสมุดแห่งชาติ) มีคนเป่าขลุ่ย 2 คน และมีฆ้องวงอีก 1 วงด้วย ฆ้องวงนี่กระมังที่ภายหลังปี่พาทย์นำเอาไปผสมวงในวงปี่พาทย์เครื่องคู่ และยังเรียกกันว่า "ฆ้องมโหรี" เป็นพยานอยู่ เพราะฉะนั้นวงมโหรีตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาอาจมีคนเล่นผสมวงถึง 9 คน เช่นภาพเขียนสีที่ผนังวิหารพระนอนตรงเบื้องพระเศียรพระพุทธไสยยาศ ในวัดพระเชตุพน หรือ 10 คนก็ได้ เช่นที่กล่าวถึงเครื่องเล่นผสมวงไว้ใน "เพลงยาวไหว้ครูมโหรี" ครั้งกรุงศรีอยุธยา ว่า

"ขอพระเดชเดชาภูวนาถ

พระบาทปกเกล้าเกศี

ข้าผู้จำเรียงเรื่องมโหรี

ซอ กรับ กระจับปี่ รำมะนา

โทน ขลุ่ย ฉิ่ง ฉาบ ระนาด ฆ้อง

ประลองเพลงขับกล่อมพร้อมหน้า

จงเจริญศรีสวัสดิ์ทุกเวลา

ให้ปรีชาชาญเชี่ยวในเชิงพิณ"

          คำว่า "ซอ" ที่กล่าวถึงตลอดมา หมายถึง ซอสามสาย และพึงสังเกตว่าวงมโหรีในสมัยกรุงศรีอยุธยายังไม่มีซออู้ ซอด้วง และจะเข้ เข้าเล่นผสมวง
สมัยกรุงธนบุรี ปรากฏในหมายรับสั่งสมโภชพระแก้วมรกต ระบุมโหรีไทย มโหรีแขก มโหรีจีน มโหรีเขมร มโหรีญวน และมโหรีฝรั่ง ไว้รวมหลายวง จะมีลักษณะวงเครื่องบรรเลงเป็นอย่างไรไม่ทราบ แต่กล่าวถึงมโหรีไทยว่า "หมื่นราชาราช มโหรีไทยชาย 2 หญิง 4" ถ้าเช่นนั้นวงมโหรีไทยสมัยกรุงธนบุรีคงเล่น 6 คน ตามแบบสมัยกรุงศรีอยุธยา ถ้ามิใช่เพราะเป็นเวลาหาศิลปินได้ยาก ก็แสดงว่ามีชายหญิงเล่นรวมวงกันแล้ว

รายการ
เครื่องดนตรีไทย
เครื่องดีด
  • จะเข้
  • กระจับปี่
  • เครื่องสี
  • ซอด้วง
  • ซออู้
  • ซอสามสาย
  • เครื่องตี
  • ระนาดเอก
  • ผืนระนาดเอก
  • ไม้ระนาด
  • ระนาดทุ้ม
  • ผืนระนาดทุ้ม
  • ไม้ระนาดทุ้ม
  • ระนาดเอกเหล็ก
  • ผืนระนาดเอกเหล็ก
  • ระนาดทุ้มเหล็ก
  • ผืนระนาดทุ้มเหล็ก
  • ขิม
  • ฆ้องไทย (วงเล็ก)
  • ฆ้องไทย (วงใหญ่)
  • ฆ้องมอญ (วงเล็ก)
  • ฆ้องมอญ (วงใหญ่)
  • ลูกฆ้องไทย
  • ลูกฆ้องมอญ
  • กลองทัด (คู่)
  • กลองแขก (คู่)
  • กระจังโหม่ง
  • ตะโพนไทย
  • ตะโพนมอญ
  • เปิงมางคอก
  • ลูกเปิงมาง
  • โทน
  • โทนชาตรี
  • รำมะนา
  • กลองตุ๊ก
  • ฉิ่ง
  • ฉาบเล็ก
  • ฉาบใหญ่
  • กรับ
  • เครื่องเป่า
  • ปี่นอก
  • ปี่ใน
  • ปี่ชวา
  • ปี่มอญ
  • ขลุ่ย

  • สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 โดย สมชัยดนตรีไทย
    www.somchaidontrithai.com